ปิล็อก

               แหล่งแร่ดีบุกวุลแฟรมของเหมืองปิล็อกนี้เป็นแหล่งแร่เปลือกดินที่ยังคลุมสายแร่อยู่ จึงไม่มีการแผ่กว้างเป็นลานแร่เหมือนลานแร่ดีบุกทางภาคใต้ และมีอยู่เพียง ๓ แห่ง ได้แก่ เหมืองอีต่อง เหมืองอีปู่ และเหมืองผาแป ซึ่งเรียกรวมว่า หมู่เหมืองปิล็อก ตั้งอยู่ตำบลชายแดนพม่าบนเขาสูงกว่า 3,200 ฟุตจากระดับน้ำทะเล เนื่องจากตั้งอยู่บริเวณป่าบริเวณชายแดน การที่พบแร่บริเวณนี้จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่คนต่างด้าวจะขุดเองโดยไม่มีการขอประทานบัตร ชุมชนไทยที่ใกล้ที่สุด คือ ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ ซึ่งสมันก่อน เส้นทางจะเป็นทางคนเดินตามสันเขาและวกวนเป็นหนทางไกลมาก เมื่อลงมาถึงเชิงเขายังต้องลุยป่ามาเป็นระยะทางไกล ดังนั้น เมื่อขุดแร่จากแหล่งปิล็อกจึงนำไปขายทางฝั่งพม่า ซึ่งสามารถเดินทางได้สะดวกกว่า จะเห็นได้จาก บริเวณพรมแดนมีกองหิน ซึ่งเกิดจาด คนที่ข้ามพรมแดนแต่ละครั้งก็จะนำก้อนหินมาวางบนพื้นดินคนละก้อน เพื่อเป็นการคารวะพระแม่ธรณีของทั้งสองประเทศ เมื่อเวลาผ่านไปกองหินมีขนาดใหญ่ขึ้นแต่ด่านปิล็อกมีบริเวณคับแคบ ผู้บริหารองค์การเหมืองแร่สมัยนั้นจึงได้นำหินนั้น มาก่อสร้างเป็นพระเจดีย์ ณ สถานที่แห่งใหม่ ด้วยแรงศรัธทาของชาวเหมืองปิล็อกที่มีทั้งไทย พม่า มอญ และแขกกูรข่า อีกทั้งได้นมัสการสมเด็จพระมหาวีรวงศ์สังฆมนตรีว่าการเผยแพร่ ไปประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งคุณหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์มอบให้ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2500 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (พลตรีประมาณ อดิเรกสาร) ในฐานะประธานกรรมการองค์การเหมืองแร่ไปอ่านคำอาราธนาด้วยตนเอง โดยเจดีย์นี้ได้รับการขนานนามว่า “พระเจดีย์ศรีปิล็อก”

 
              เนื่องจาก หน่วยงานราชการได้รับรายงานว่า ชาวมอญ พม่า กะเหรียงเข้ามาลักลอบขุดแร่ดีบุกวุลแฟรมที่ ต.ปิล็อกและนำไปขายที่พม่า จึงได้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่ไปขับไล่ และเมื่อกองกำลังเดินทางกลับ ก็ยังพบว่ามีการลักลอบขุดต่อไปอีกหลายครั้ง รัฐบาลจึงจัดตั้งองค์การเพื่อรับซื้อแร่เหล่านั้นขึ้น คือ องค์การเหมืองแร่ ในรูปแบบของโครงการรับซื้อแร่ของรัฐ สังกัดกองโลหกิจ กระทรวงเกษตราธิการ เมื่อ 8 ธันวาคม 2482 โดยใช้ระบบเงินทุนหมุนเวียน โดยกระทรวงการคลังให้เงินกู้ การเดินทางไปปิล็อกในสมัยยนั้นมีความยากลำบากมาก จากตัวเมืองกาญจนบุรีจะต้องเดินทางโดยเรือยนต์เครื่องเผาหัวที่เรียกกันว่า เรือตุ๊ก-ตุ๊ก เป็นเวลา 7 วัน จึงจะถึง ตำบลท่าขนุน จากท่าขนุนต้องเดินเท้าและใช้เกวียนขนสัมภาระอีก 3 วัน โดยต้องค้างคืนในป่า ทั้งนี้ ผู้ขุดแร่ต่างด้าวก็ยินดีที่รัฐบาลจะรับซื้อเอง เนื่องจากสะดวกไม่ต้องขนส่งเองและไม่ถูกพ่อค้าพม่ากดราคา การขุดหาแร่ในช่วงนั้น ส่วนใหญ่จะแบ่งเป็นกลุ่ม มีหัวหน้าควบคุมแยกย้ายกันทำเหมืองแล่นทั่วพื้นที่ นอกจากนี้ แรงงานหญิงจะทุบหินติดแร่หรือที่ทางใต้เรียกว่าลูกกระสะเป็นการหารายได้เพิ่มอีกทาง
 
               มาตรการที่ทางการไทยใช้ คือ ตั้งตาชั่งเพื่อรับซื้อในราคาที่กำหนดขึ้นซึ่งเป็นที่พอใจแก่ผู้ขายและผู้ซื้อ โดยผู้ซื้อต้องใช้คืนเงินต้นให้แก่กระทรวงการคลัง จึงเรียกกันว่า เหมืองตาชั่ง โดยวิศวกรผู้ควบคุมจะมีหน้าที่เพียงบ่งชี้ว่าเป็นดีบุกหรือวุลแฟรม ส่วน เนื่องจากคนเหมืองแร่เหล่านี้มีความชำนาญในการขุดแร่มาก
 
               เมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ ได้มีการจัดตั้งบริษัท แร่และยางไทย จำกัดขึ้น เนื่องจากรัฐบาลไทยในขณะนั้นต้องการเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันเหมืองแร่ดีบุกของชาติไม่ให้ตกเป็นของชาติอื่นเนื่องจากสงคราม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหมืองเรือขุดในภาคใต้  และรัฐบาลไทยงมีนโยบายให้เปิดการทำเหมืองแร่ตามปกติเท่าที่จะทำได้ เพื่อรักษาสถานภาพทางเศรษฐกิจของภาคใต้ จึงได้ระดมวิศวกรเหมืองแร่ไปประจำตามเหมืองเรือขุด และให้โครงการรับซื้อแร่ที่ปิล็อกมาขึ้นอยู่กับบริษัท แร่และยางไทย เมื่อสงครามจบลงก็ได้มอบคืนเหมืองแร่ให้กับองค์การเหมืองแร่ และได้รื้อฟื้นปรับปรุงนโยบายใหม่ โดยภารกิจที่สำคัญยังคงอยู่ที่ปิล๊อกเช่นเดิม แต่ได้มีการเปลี่ยนขั้นตอนการรับซื้อแร่ โดยให้ขายแร่แก่คนสัญชาติไทยก่อนนำมาขายให้องค์การฯ เนื่องจากรัฐบาลยึดถือพระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงประกาศเขตสงวนเหมืองแร่ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ขึ้นมา เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ทำเหมืองแร่ จึงเป็นที่มาของนโยบายให้เช่าช่วงแก่คนสัญชาติไทยขององค์การเหมืองแร่ ซึ่งนำไปใช้กับพื้นที่สงวนทุกแห่ง โดยหลักการเช่าช่วง คือ ผู้ขอเช่าช่วงจะต้องออกค่าใช้จ่ายเองทุกอย่างจนได้ประทานบัตรมาและมีอายุสัญญาจำกัด แต่ห้ามมิให้ขออาชญาบัตรสำรวจผูกขาดสำรวจแร่เหมือนเขตเปิด ให้ใช้เฉพาะแหล่งแร่ที่พบโดยบังเอิญ เช่น ปิล็อกเท่านั้น เมื่อผลิตแร่แล้วต้องให้ค่าตอบแทนเป็นแร่ร้อยละ ๑๕ แก่องค์การฯ โดยองค์การฯ จะมีโรงแยกแร่ของตัวเองและขายแร่ด้วยการประมูล องค์การเหมืองแร่จึงได้ฉายาว่า องค์การเสือนอนกิน เพิ่มเติมจาก เหมืองตาชั่งอีกด้วย"
 

หัวข้อในเรื่อง ปิล็อก